ถึงเวลาที่งานพีอาร์ต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อเทคโนโลยีมาอย่างรวดเร็ว

ในระยะ 5-10 ที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้การทำงานด้านการสื่อสารต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ชนิดที่เรียกว่าบางคนยังไม่ทันปรับ ก็เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารไปยังแนวทางใหม่อีกแล้ว

อะไรๆ ก็ต้องให้คุ้มค่าต่อการลงทุน

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท ทำให้องค์กรสามารถวางแผน ตรวจสอบและประเมินผลได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงหนีไม่พ้นการประเมินผลความคุ้มค่าต่อการสื่อสาร ยุคแห่งการใช้งบประมาณจำนวนมากจะเริ่มลดน้อยลง แต่จะเป็นการใช้เนื้อหาในการสื่อสารอย่างชาญฉลาด คัดกรองกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียดมากขึ้น ในขณะที่งบประมาณลดน้อยลง หรือจะต้องถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์มากที่สุด

ผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างสื่อเก่าและสื่อสมัยใหม่

ปัจจุบัน คลิปวิดีโอสั้นและภาพนิ่งจะถูกนำมาใช้เล่าเรื่องราวใน instagram facebook และ twitter หรือไม่ก็ใช้ในการสร้างการรับรู้ ผู้จัดการแบรนด์หลายคนใช้สื่อสังคมออนไลน์หล่านี้ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือใช้ในการบริการลูกค้า หรือแม้แต่โฆษณา อย่างไรก็ตาม สื่อเก่าๆ อย่างหนังสือสือพิมพ์ โทรทัศน์ นิตยสาร ก็ยังถูกใช้อยู่ในการโฆษณา แต่เอเจนซี่โฆษณาหลายครั้งก็เริ่มแตกไลน์จัดตั้งทีมดิจิทัลขึ้น มาเพื่อรองรับการจัดการสื่อสังคมออนไลน์นี้ควบคู่ไปด้วย

เช่นเดียวกับงานพีอาร์ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มเรียนรู้สื่อสมัยใหม่ เพราะโลกปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาสื่อใดเพียงสื่อหนึ่งได้ แต่ต้องหลอมหลวมเข้าด้วยกัน และคิดกลยุทธ์สื่อสารไปพร้อมกัน เพื่อความสำเร็จของแบรนด์และองค์กร

ทิศทางในอนาคตของผู้จัดการแบรนด์

หากมองย้อนไปเมื่อก่อน แบรนด์พยายามจะสร้างการมีส่วนร่วมหรือสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคเป็นอย่างมากด้วยหลากหลายกิจกรรม เมื่อเทคโนโลยีมาถึง ตอนนี้ ทุกแบรนด์สามารถติดต่อได้โดยตรงกับผู้บริโภคชนิด real-time หรือทันทีทันใดเลยทีเดียว

สิ่งนี้ ทำให้การทำงานของแบรนด์ยากขึ้น เพราะแบรนด์มีเวลาคิดน้อยลง ผู้บริโภคตอบสนองเร็วขึ้น แบรนด์เติบโตได้ง่าย ชนิดมาเร็ว และบางทีก็ไปเร็วเช่นกัน การที่จะรักษาให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืนต้องมีการวางแผนแยบยลมากยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องจัดเตรียมแผนสื่อสารภาวะวิกฤตและแผนลูกค้าสัมพันธ์ไว้เสียแต่เนิ่นๆ

รวมทั้งสื่อรายวันทั้งสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ไม่ใช่สื่อหลักเหมือนแต่ก่อน สื่อสังคมออนไลน์ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะสื่อสังคมออนไลน์นี่ละ ตัวดี สร้างทั้งข่าวลือ ข่าวลวง วิกฤตให้แก่แบรนด์ได้ตลอดเวลา ชนิดที่เรียกว่า ใช้เวลาไม่กี่นาที ก็สามารถล้มยักษ์ได้ ดูกรณีของ Harvard University กับ ดร. หนีทุน เป็นตัวอย่าง

หนุ่มสาวพีอาร์จะปรับตัวอย่างไรดี

หลายพีอาร์เอเจนซี่กำลังลบเส้นบางๆ ที่คั่นระหว่างสื่อเก่าและสื่อใหม่ อย่างสังคมออนไลน์ออก เพื่อให้การทำงานนั้นกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวในด้านการสื่อสาร และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคของแบรนด์หรือองค์กรไปพร้อมกัน

  1. คิดให้หนักและรอบคอบก่อนจะโพสต์ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ แม้ว่าการให้ข้อมูลสำคัญอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญ แต่นักพีอาร์มืออาชีพก็ต้องไม่ลืมตรวจสอบความถูกต้องและเขียนให้กระชับเข้าไว้ก่อนโพสต์ออนไลน์ และจำไว้ว่า คำขอโทษ เป็นสิ่งจำเป็น หากทำผิพลาดไป เพราะพิษรักแรงโกรธของเหล่าผู้บริโภคออนไลน์นี่น่ากลัวยิ่งหนัก อาจนำไปสู่วิกฤตหรือสถานการณืที่เลวร้ายได้ต่อไป
  2. จัดเตรียมข้อความหรือข่าวบนโลกออนไลน์ก่อน ที่จะเขียนข่าวแจก เพราะโลกออนไลน์จะช่วยให้องค์กรสื่อสารได้อย่างทันท่วงที แต่ข่าวแจกจะต้องใช้เวลาในการเผยแพร่ จึงเป็นการดีกว่า หากนักพีอาร์จะเร่งเขียนข่าวหรือข้อความส่งผ่านสื่อออนไลน์เสียก่อน เมื่อเกิดวิกฤต
  3. วางแผนให้ดี เพื่อให้ผู้บริโภคหรือแฟนๆ ของแบรนด์เข้าถึงได้ง่าย เกิดประสบการณ์ร่วม เป็นสิ่งสำคัญที่สุด จำไว้เสมอ เมื่อต้องออกแคมเปญใดๆ ก็ตาม นักพีอาร์อย่าลืมคิดถึงช่องทางที่จะติดต่อกับกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างรอบด้าน เช่น เขาจะพบเราได้ทางไหนบ้าง อาทิ google (ก็ทำแผน SEO เสีย) social media (ก็จัดทำแผน facebook หรือ instagram ad พ่วงด้วย remarketing) หรือ นิตยสารไฮโซ (ก็เชิญมาทำสกู๊ปข่าวหรือสัมภาษณ์เลย) เป็นต้น

One comment

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s